ทำงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ – เท่าที่ทำมาได้

เมื่อ 9 ปีก่อน ผมเริ่มวางแผนและหาทางออกจากกรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัด (บล็อก: วิถีแห่งเจ้าสำนัก และ ตามหาสวนทูนอินของข้าพเจ้า) เลยคิดว่าต้องหาแนวทางการทำงานออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เราทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ (Virtual Office หรือ Remote Working)

ปัญหาและข้อจำกัด

ลองผิดลองถูกมา คิดว่าปัญหาหลักๆ ที่เจอคือ

  1. ความมีวินัยและต่อเนื่องของทีม
  2. ความสะดวกในการติดต่อของลูกค้า ต้องเป็นลูกค้าที่เข้าใจเราพอสมควร หรือเราต้องสร้างมูลค่ามากกว่าคนอื่นๆ อย่างชัดเจน
  3. ความโดดเดี่ยวของแต่ละคนที่ทำงานที่บ้าน เพราะเค้าจะรู้สึกเหมือนว่าเป็นฟรีแลนซ์มากกว่าเป็นทีม
  4. การเติบโตและพัฒนาของทีม เพราะเมื่อเจอกันน้อยลง แต่ละคนก็อาจจะหลุดจากเป้าหมายร่วมกัน หรือเลือกที่จะไม่พัฒนาตนเองเท่าที่ควร

ข้อดีที่พบ

แต่กระนั้น ก็มีข้อดีหลายๆ ข้อที่ได้มา

  1. ได้เวลาในชีวิตเพิ่มขึ้น อาจจะถึง 3-5 ชั่วโมงในแต่ละวัน
  2. ลดค่าใช้จ่าย ภาษีสังคม และความวุ่นวายหลายๆ อย่างไป
  3. สำหรับคนที่มีวินัย จะทำให้เค้าพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น มีพลังชีวิตมากขึ้น 

ข้อคิดที่ได้

เลยได้ข้อคิดต่อแนวทาง Remote Working ดังนี้

  1. ถ้าจะสร้างทีม ต้องเจอหน้าเจอตัวกันบ่อยๆ
  2. งานที่ทำแบบไม่เจอหน้ากันได้ ต้องเป็นงานที่มีรายละเอียด/กระบวนการชัดเจน แต่ละคนต้องมีทักษะ, วินัย และความรับผิดชอบสูงมาก มากพอที่ถ้าทำไปงานในออฟฟิศจะได้เงินเดือนสูงกว่า แต่เลือกทำที่บ้าน เพราะอยากได้อิสระหรือเวลาเพิ่ม
  3. ในทีมต้องรู้อยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ คุยกันอย่างตรงไปตรงมา ห้ามเกรงใจ
  4. งานที่ทำ ต้องมูลค่าสูงกว่า หรือไม่มีทางที่แต่ละคนจะเอาไปรับฟรีแลนซ์ได้ ตัวอย่างคนที่ทำแล้วรอดคือ WordPress.com ส่วนคนที่ทำแล้วอาจไม่รอด คืองานเอเจนซี โปรดักชั่น

แนวทางในปัจจุบัน

ปัจจุบันย้ายมาอยู่ปาย เลยสร้างบริษัทด้วยแนวทางนี้

  1. เริ่มต้น ทุกคนต้องเรียนคอร์สออนไลน์ใน Seed Kit
    1. ถ้าเรียนจบบทที่ 4 และทำงานจริงได้ (ทำเว็บได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดนัก) จะปรับค่าแรงให้เป็นชั่วโมงละ 120 บาท (เงินเดือนประมาณ 14,000 – 24,000 บาท)
    2. หากจบบทที่ 9 และทำงานจริง (ทำเว็บได้แก้โค้ดได้) จบงานคนเดียวได้ จะปรับค่าแรงให้เป็นชั่วโมงละ 200 บาท (เงินเดือน 24,000 – 40,000 บาท)
    3. ถ้าอยากได้เงินเดือนสูงมากๆ ให้ตั้งเป้าอื่นเพิ่ม เช่นอีก 5 ปี จะมาบริหารบริษัทแทน, เปิดแผนกใหม่ หรือออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง ถ้าน่าสนใจผมเองจะหุ้นด้วย
  2. ทำงาน 5 วัน วันละ 6 ชั่วโมง หรือ 12 Pomodoro ไม่นับเวลาอู้ เล่นเฟส (ลงเวลาด้วย Toggl) หากเลือกหยุดวันไหน ทำวันเวลาอื่นชดเชยได้อิสระ
  3. แต่ถึงขยัน ก็ไม่ควรเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะเกินนั้นจะไม่มีประสิทธิภาพแล้ว (และจะได้เตรียมงบจ่ายเงินเดือนได้ด้วย คือเวลาทำงานจะอยู่ในช่วง 120 – 200 ชั่วโมงต่อเดือน)
  4. รับงานนอกได้ แต่งานบริษัทต้องสำคัญกว่า ถ้าจัดลำดับความสำคัญไม่ได้ จะถึอว่าไม่อยากเป็นทีม ให้เป็นฟรีแลนซ์แทน
  5. ประชุมทุก 10 โมงเช้า ห้ามเกิน 15 นาที ทุกคนรายงานว่าทำอะไรไป และจะทำอะไรต่อ (ใช้ Google Hangout เพราะทีมใช้ G Suite อยู่แล้ว)
  6. เจอหน้าและทำงานร่วมกันทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ช่วงเย็น (ที่ออฟฟิศในปาย เพราะเดินทางสะดวก ชั้นบนมีที่นอนให้) แต่บางช่วงที่งานไม่ยาก ก็เปลี่ยนที่ทำงานไปที่อื่นได้ 1-2 สัปดาห์
  7. เปิดโปรเจ็คและตามงานใน Basecamp, คุยระหว่างวันใช้ Slack, ข้อมูลงานทั้งหมดเก็บใน Google Drive
  8. ทุกคนต้องใช้ Mac บริษัทจะซื้อให้ แล้วทะยอยผ่อนคืน พอเป็นคอมตัวเอง จะได้ดูแลเองให้ดี และ Mac ก็มีค่าใช้จ่ายระยะยาวน้อยกว่าด้วย
  9. ซอฟต์แวร์ทุกอย่างต้องถูกลิขสิทธิ์ บริษัทจะออกค่าใช้จ่ายให้ เช่น Adobe CC (ปีละ 2 หมื่นต่อชุด ชุดนึงใช้ได้ 2 เครื่อง), ShutterStock, Envato Elements, Final Cut Pro, ฯลฯ

สรุป

ปัจจุบันผมเองก็ไม่สามารถทำ Remote Working ได้ 100% ยังต้องมีการเจอหน้ากัน และมีพื้นที่ออฟฟิศให้ประชุมและทำงาน และสิ่งที่ทำอยู่ก็อยู่บนพื้นฐานความเชื่อใจกันพอสมควร ดังนั้นถ้าเป็นทีมขนาดใหญ่อาจจะมีปัญหาได้

แต่เท่าที่ทำมาถึงปัจจุบัน ก็พบข้อดีหลายด้าน ใช้พลังงานน้อย ได้ผลลัพธ์มาก เคยอ่านว่าเด็กรุ่นใหม่ อยากได้งานที่ "ทำงานได้ยืดหยุ่นเหมือนฟรีแลนซ์ แต่มีรายได้สม่ำเสมอเหมือนพนักงานประจำ" ซึ่งถ้าแลกกับเงินเดือนที่ไม่สูงเท่าตลาด หรือการต้องทำงานหนักในบางจังหวะ ผมคิดว่าก็สมเหตุสมผล และทำให้ทีมมีเวลาในด้านอื่นๆ ของชีวิตด้วย

ปล. ตอนนี้ยังไม่รับพนักงานเพิ่มนะฮะ ขอให้ระบบและงานต่างๆ ลงตัวก่อน แต่ปีหน้าอาจจะรับเด็กฝึกงาน เพราะไปทำ MOU กับมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ไว้ 🙂

ความเห็น

เม่น • บล็อก